คุณค่าของน้ำมันมะพร้าว

Your ads will be inserted here by

Easy Plugin for AdSense.

Please go to the plugin admin page to
Paste your ad code OR
Suppress this ad slot.

น้ำมันมะพร้าวครั้งก่อนเคยถูกอุตสาหกรรมจากน้ำมันถั่วเหลือง กล่าวหาว่า น้ำมันอิ่มตัวบางอย่าง (เช่น น้ำมันจากสัตว์ พร้อมด้วยน้ำมันมะพร้าวที่ถูกเติมไฮโดรเจน) ไปเพิ่มปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสโลหิต ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเหตุของโรคหัวใจ โดยถือโอกาสลงความเห็นว่า “น้ำมันอิ่มตัวทั้งหลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ” ให้หันไปทานน้ำมันไม่อิ่มตัว (unsaturated oils) โดยเฉพาะน้ำมันถั่วเหลืองแทนเช่นกัน
อย่างไรก็ดีผลลัพธ์ต่อมาไม่นานก็คือ ผู้ซื้อน้ำมันถั่วเหลือง มีน้ำหนักตัวเพิ่มและเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน พร้อมด้วยโรคอ้วน เพราะว่าน้ำมันถั่วเหลือง พอใช้ความร้อนสูง จะถูกบวกไฮโดรเจน (Hydrogenated oil) จากนั้นเปลี่ยนเป็นกรดไขมันชนิดทรานส์ (Trans fatty acid หรือ Trans Fats) ที่เป็นภัย ไปเพิ่มโคเลสเตอรอล พร้อมทั้งเกิดสารก่อมะเร็ง
นอกจากนั้นน้ำมันถั่วเหลืองซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ขนาดโมเลกุลยาว (Long chain fatty acid) ไม่เปลี่ยนเป็นพลังงานพอรับประทานเข้าร่างกาย ทว่ากลับเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม เกิดโรคอ้วน
อย่างไรก็ตามน้ำมันมะพร้าวนั้น เป็นกรดไขมันอิ่มตัวสายโมเลกุล ยาวปานกลาง (Medium chain fatty acid–MCFA) ไม่เกิด Trans Fats เมื่อถูกความร้อนสูง กลับเคลื่อนตัวได้ไวจากกระเพาะสู่ลำไส้ ดูดซึมเข้ากระแสเลือด ตรงไปสู่ตับพร้อมกับถูกใช้เป็นพลังงานในตับโดยเร็ว และยังทำให้อัตราเผาผลาญของร่างกาย สูงขึ้นตลอดวัน เนื่องด้วยทำให้เกิดความร้อนสูง (Thermogenesis) ไปเร่งให้ต่อมไธรอยด์ทำงานเร็วขึ้น ใกล้เคียง Hyperthyroid
แต่ว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน สายโมเลกุลยาวมีผลเกิด Hypothyroid คือ เฉื่อยชา อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
กลายว่าผู้กินน้ำมันมะพร้าว 2 – 3 ช้อนโต๊ะตั้งแต่เช้า ช่วยลดความอ้วนได้ดี เพราะว่า active(หากไม่บริโภคมากเกินไป)
แต่ก่อนนั้นเคยมีการนำน้ำมันมะพร้าวที่ซื้อขายไม่ออกไปเลี้ยงหมู ผลลัพธ์คือหมูผอมลง
ไขมันสายโมเลกุลยาวปานกลาง (Medium chain Triglyceride–MCT) ตัวอย่างเช่น น้ำมันมะพร้าว ควรเป็นต่อดังนี้
1. ไขมันสัตว์มักเป็นแบบอิ่มตัวสายโมเลกุลยาว ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการนำไปใช้สร้างผนังเซลล์ เนื่องจากจะได้ผนังเซลล์ที่อาหารพร้อมทั้งออกซิเจนซึมผ่านยาก โดยเฉพาะผนังไมโตคอนเดรียที่เต็มไปด้วยไขมันอิ่มตัวสายโมเลกุลยาว (หรืออาจมาจากไขมันไม่อิ่มตัวสายโมเลกุลยาว แล้วถูกเติมออกซิเจน) อันเป็นที่มาของภาวะดื้ออินซูลิน หรือกลูโคสซึมผ่านไม่ได้นั่นเอง
เป็นเหตุให้ผู้ที่กินน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันถั่ว น้ำมันงา น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด จำเป็นกินสารต้านอนุมูลอิสระให้มากพอ เพื่อจะต้านการเกิดออกซิเดชั่นจากอนุมูลอิสระ จนกลับกลายผนังเซลล์ที่เสื่อมสภาพ (แก่ชรา) ไป
ทว่าน้ำมันมะพร้าวปราศจากไขมันทรานส์ไม่ก็การแปรเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ครั้นถูกความร้อน ด้วยเหตุที่น้ำมันมะพร้าวอุดมด้วยกรดไขมันอิ่มตัว (MCT) ต้านทานต่อการเติมออกซิเจน ไฮโดรเจน ต้านออกซิเดชั่น พร้อมทั้งต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง จึงไม่เป็นอันตรายต่อการเกิดซีสต์เต้านม ช็อคโกแลทซีสต์ สะเก็ดเงิน พร้อมกับการอักเสบของผิวหนังทั้งหลาย (จึงกินก็ได้ ทาก็ดี)
น้ำมันมะพร้าวจึงเป็นทางเลือกที่เหนือกว่าน้ำมันพืชทั้งหลายในการปรุงร้อน อย่างเช่น ผัด ทอด ก็เพราะว่าอย่างไรเสีย ข้อดีของไขมันอิ่มตัวในการไม่จำเป็นจะต้องโดนเติมออกซิเจน แปลงเป็นไขมันทรานส์เหมือนอย่างไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายทั่วๆ ไป ก็เป็นสาระสำคัญอยู่แล้ว
2. โคเลสเตอรอล ที่น้ำมันมะพร้าวถูก กล่าวหานั้น เป็นผลงานวิจัยจากการให้ผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นปกติเปลี่ยนเป็นน้ำมันข้าวโพด จากนั้นวัดค่าโคเลสเตอรอล ปรากฏว่า ลดลงจาก 179.6 Û 146.0 mg/dl พร้อมด้วย LDL ลดลงจาก 131.6 Û 100.3 mg/dl ทำให้ดูเหมือนน้ำมันข้าวโพดได้เปรียบ อย่างไรก็ดีพบว่า HDL ก็ลดลงจาก 43.4 Û 25.4 mg/dl
เรียกได้ว่าอัตราส่วน โคเลสเตอรอลต่อ HDL กรณีกินน้ำมันมะพร้าว คือ 179.6 : 43.4 = 4.14 mg/dl กรณีรับประทานน้ำมันข้าวโพด คือ 146.0 : 25.4 = 5.75 mg/dl ซึ่งงานการศึกษาค้นคว้าระยะต่อมารวมความว่าตัวเลขที่บ่งความเสี่ยงต่อโรคหัวใจที่ดีที่สุด มิได้ค่าโคเลสเตอรอล ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอัตราส่วนของโคเลสเตอรอลรวม ต่อHDL ซึ่งต่ำ จึงจะดี เพราะยึดค่าอัตราส่วน เท่ากับ 5.0 ถือว่าปรกติ สูงกว่า 5.0 จัดว่ามีความเสี่ยงสูง ต่ำกว่า 5.0 ถือได้ว่ามีความเสี่ยงต่ำ
เช่นว่า บุคคลผู้หนึ่งมีโคเลสเตอรอลรวม = 180 mg/dl ดูเหมือนต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วๆ ไป คือ 200 mg/dl ทว่าหากมี HDL = 32 mg/dl จะได้อัตราส่วน = 180/32 = 5.6 แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูง
ทั้งที่อีกคนมีค่าโคเลสเตอรอลรวม = 240 mg/dl เหมือนจะเสี่ยงสูง ทว่า ถ้ามี HDL = 50 mg/dl ผล อัตราส่วน = 240/50 = 4.8 กลับแสดงความเสี่ยงต่ำ ถึงอย่างไรก็คงต้องใช้ทางสายกลาง ลงความว่ากินพอดี ถ้าหากมากเกินก็ได้โคเลสเตอรอลล้นเกินทั้งมวล …ก็เป็นภัย
3. ดีต่อโรคหัวใจ พร้อมทั้งไม่ใช่สารอุดตันหลอดเลือด มีการทำความเข้าใจพบว่า สารเริ่มต้นของพลักอุดตันหลอดเลือด (plague) เป็นพวกกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งมีการพิจารณา แผ่นไขมันที่เกาะเส้นเลือดพบว่าในอนุพันธ์โคเลสเตอรอล 26% เป็นกรดไขมันอิ่มตัว นอกนั้น (74%) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 38% พร้อมทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 36% ยิ่งกว่านั้นกรดไขมันอิ่มตัวที่พบก็ไม่ใช่กรดลอริก พร้อมด้วยกรดไมริสติก ซึ่งมีอยู่ในน้ำมันมะพร้าว
ส่วนเหตุที่น้ำมันมะพร้าวเป็นผลร้ายต่อโรคหัวใจ นั้น เป็นเฉพาะเมื่อน้ำมันนั้นถูกเติมไฮโดรเจนมาก่อน
ผลระบาดวิทยาเจอว่าชนชาติที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นเสมอๆ มีคนเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าชนชาติอื่นๆ แต่เมื่อเปลี่ยนไปใช้น้ำมันพืชอื่นเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ จึงพบผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่ม อย่างไรก็ดีก็มีผู้คัดค้านว่าอาจเป็นจากชีววิถีที่สุขสบายเพิ่มมากขึ้น ออกกำลังน้อย กินมาก ทั้งนี้เพราะไขมันทั้งหลาย กรัมต่อกรัมทั้งมวลให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ โดยผ่านกระบวนการสลายไขมันเป็น acetyl CoA ที่ตับ ซึ่งถ้าหากนำไปใช้สร้างพลังงานไม่หมด ก็จะถูกแปลงเป็นไขมันชนิดวง (ring) คือโคเลสเตอรอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันอิ่มตัวที่ล้นเกิน จะทำให้ตับสร้าง LDL มากกว่า HDL
คุณประโยชน์ที่เป็นสาระหลักทั้งหลาย จึงขึ้นอยู่กับความพอดีในการกินด้วย

4. กินลดอ้วน จากการที่ให้พลังงานน้อยกว่าชนิดสายโมเลกุลยาวเล็กน้อย คือ 8.6 กับ 9 Kcal/g แต่ว่าไปกระตุ้นต่อมไธรอยด์ให้ดำเนินงานดีขึ้น เร่งอัตราเผาผลาญ เกิดความร้อนจึงเอาพลังงานที่กักตุนออกมาใช้ โดยน้ำหนักเฉลี่ยลดได้ 16.3 กก. / ปี หรือประมาณ 1.4 กก./เดือน โดยใช้ชีวิตปกติคงเดิม
มีผู้พิสูจน์ให้ MCT ก่อนอาหาร 30 นาที ช่วยให้กินอาหารน้อยลง เล่าว่า MCT ถูกเผาผลาญนำมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างเร็ว ทำเอาความต้องการอาหารลดลง
MCT เป็นไขมันซึ่งไม่เกาะตามที่ต่างๆ ของร่างกาย ทว่าจะถูกเผาผลาญเป็นพลังงานก่อน ถึงอย่างไรการใช้น้ำมันมะพร้าว ควรเป็นวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอัตราเผาผลาญ จากการกระตุ้นการ ทำงานของต่อมไธรอยด์ อย่างไรก็ตามหากไม่มีการใช้แรงงานอย่างกระฉับกระเฉง หรือได้รับน้ำมันมะพร้าวมากไป ผลก็ควรเป็นความอ้วนแทนการลดอ้วน จึงไม่เสนอแนะให้ดื่มน้ำมันมะพร้าวมากๆ เพื่อให้ลดความอ้วน
5. ภูมิคุ้มกัน MCT มีผลต่อการเผาโปรตีนเสริมภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งช่วยรักษาบาดแผลให้หายรวดเร็วทันใจขึ้น

No Comments

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a comment

You must be logged in to post a comment.

WordPress Themes